เอ็นไซม์ในกิมจิ

Home / Forums / สุขภาพ / เอ็นไซม์ในกิมจิ

  • Author
    Posts
  • May 11, 2017 at 1:47 pm #4016

    สวัสดีครับ อาจารย์,
    ผม นายจิว เลขที่สมาชิก 2552/P91/2403 เจ้าเก่าครับ
    วันนี้ผมมีข้อสงสัยมาถามอีกแล้วครับ อาจารย์ คือผมไปเห็นผักดองแบบเกาหลี ที่เรียกว่า กิมจิ น่ะครับ ต่อมสงสัยผมก็เกิดทำงานขึ้นมาทันทีเลยครับ ว่า อาจารย์บอกว่า ผักสดๆ จะมีเอ็นไซม์เยอะมาก แล้วถ้าเกิดเป็นผักที่เอามาหมักดองแบบกิมจินี่ จะยังมีเอ็นไซม์มั๊ยครับ แล้วถ้ามี แบบไหนจะมีข้อดีข้อเสียกว่ากันยังไงอ่ะครับ ขอให้อาจารย์ช่วยไขข้อสงสัย และให้ปัญญาแก่ศิษย์ด้วยนะครับ
    รักและนับถืออย่างสูง
    จิว (ศิษย์มีครู)

    May 11, 2017 at 1:48 pm #4017

    นี่นายจิว คุณชักจะวิเศษเกินมนุษย์ธรรมดาเสียแล้ว คุณรู้ได้อย่างไรว่า ผมกำลังจะไฮไลท์เรื่องที่ผมกำลังซุ่มเพื่อทำเซอร์ไพรส์เหอะ คุณรู้ไหม ผมจับงานเรื่องเอ็นไซม์มากว่า 30 ปีแล้ว เริ่มตั้งแต่ปี 2518 ตอนนั้นประเทศไทยยังบ้าคลั่งเข้าข้างอเมริกาเหมือนรัฐบาลชุดปัจจุบันอยู่ เขาถูกสอนให้เกลียดรัสเซีย ทำให้อะไรก็ตามที่มาจากรัสเซียเป็นเรื่องที่ยากมาก ช่วงนั้น ได้มีนักเรียนจากโรงเรียนเซนต์จอห์น ลาดพร้าว ถือขวดมีน้ำสีชาประมาณครึ่งขวดโอวัลติน และมีแผ่นวุ้นเป็นวงกลมจมอยู่ในน้ำนั้น เขาบอกว่าน้ำนี้ เป็นยาวิเศษ กินเข้าไปสามารถแก้ได้สารพัดโรค แล้วแกบอกว่า ไอ้เจ้าที่เป็นวุ้นที่จมอยู่นั้น จริงๆแล้วมันลอยอยู่บนผิว แต่พอได้รับการกระทบกระเทือนเข้า มันจะอายและจมลงไปในน้ำ เขาบอกว่า นั้นคือ เห็ดชนิดหนึ่ง ที่คุณพ่อเขาเอามาจากประเทศจีน ซึ่งช่วงนั้น เราจะไปเอ่ยอ้างอะไรเกี่ยวกับจีนไม่ได้เลย เดี๋ยวโดนข้อหาเป็นผู้ฝักใฝ่ลัทธิคอมมิวนีสต์ นักเรียนคนนี้ เขาจึงไม่เรียกเห็ดนี้ว่า เป็นเห็ดจีน แต่แกบอกว่า จีนกับรัสเซียมันอยู่ใกล้กัน แกเลยเรียนว่า เห็ดรัสเซียครับ ซึ่งผมมาพิจารณาดูแล้ว และมาทำการทดลองเพาะแบบที่พ่อเขาบอกมา แล้วก็เอาให้ใครต่อใครดื่มดู ตอนนั้น ผมก็ยังกล้าๆกลัว แค่จิบดูเท่านั้น แต่ผมจะแนะนำให้คนอื่นดื่มให้มากๆ จนกระทั่งมั่นใจว่า คนที่ดื่มไปมากๆแล้วไม่ตาย แต่ระบบการขับถ่ายดี หน้าตา ผิวพรรณเต่งตึง ผมก็ทำการศึกษาเรื่องนี้เชิงลึกต่อ ก็พบว่า ไอ้เจ้า เห็ดรัสเซียตัวนี้ ก็คือ เชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่งที่เรียกว่า Acetobactor acetii ก็คือ เชื้อทำน้ำส้มสายชูธรรมดาๆนั่นเอง แต่ก่อนเวลาเตี่ยผม(แปลว่าคุณพ่อผม)ทำน้ำส้มสายชู ท่านก็จะเอาน้ำมะพร้าวแก่ๆมาตั้งทิ้งไว้ แล้วก็ทำการคนบ่อยๆ อีกไม่นานก็จะได้น้ำส้มสายชู แต่ช่วงไหนที่ลืมคน อีกไม่กี่วัน ผิวหน้าของภาชนะที่ใช้หมัก ก็จะกลายเป็นแผ่นวุ้นสีขาวๆแล้วจะหนายิ่งขึ้น หากไม่มีการคนน้ำเลย บางทีแผ่นวุ้นอาจจะหนาเป็นคืบเลยครับ นั่นก็คือ เซลลูโลส ที่ถูกแบคทีเรียนี้สร้างขึ้นมา โดยแบคทีเรียดังกล่าวจะกินน้ำตาลจากน้ำมะพร้าว แล้วถ่ายมูลออกมา 2 อย่าง ของเหลวเปรียบเสมือนปัสสาวะ(แปลว่า ฉี่หรือเยี่ยว ที่เป็นภาษาไม่สุภาพ แต่มนุษย์ชอบใช้มากกว่า รวมทั้งผมด้วย) นั่นก็คือ น้ำส้มสายชู หรือทีเรียกว่า Vinegar ก็คือ น้ำที่มีกรดอะซิติก(Acetic acid) นั่นเอง ส่วนอุจจาระ(แปลว่า อึ หรือขี้)นั้น ก็คือ เซลลูโลส ที่ถูกสร้างขึ้นมา เพื่อพยุงตัวของแบคทีเรีย เพื่อให้รับอากาศ เพราะเชื้อแบคทีเรียนี้ เป็นเชื้อที่ต้องการอากาศ แต่เนื่องจากวุ้นนี้ มันหนักกว่าน้ำ มันจึงค่อยๆจมลง ไอ้เจ้าแบคทีเรียก็จำเป็นต้องสร้างวุ้นเพื่อพยุงตัวมันตลอดเวลา ยิ่งนาน ยิ่งหนา ตรงผิวหน้าวุ้นนี้แหละ ที่จะเป็นจุดรวมของเชื้ออะซีโตแบคเตอร์ ดังนั้น เมื่อไหร่ที่เราต้องการทำน้ำส้มสายชูให้เร็ว เราก็เอาวุ้นนี้ไปใส่ มันจะเร็วยิ่งขึ้น ดังนั้น วุ้นนี้ไม่ใช่เห็ด มันเป็นแค่ขี้ของเชื้อแบคทีเรีย คุณเข้าใจไหม แล้วคุณก็รู้ใช่ไหมว่า น้ำส้มสายชูราคามันถูกจะตาย พอนักเรียนคนนี้ เอามาให้ผมดู แล้วก็บอกว่า เป็นเห็ดรัสเซีย เป็นยาสารพัดโรค เป็นยาผีบอก แต่แทนที่เขาจะเลี้ยงในน้ำมะพร้าว เขาก็เลี้ยงในน้ำชาใส่น้ำตาลไปหน่อย เพราะคนส่วนใหญ่ชอบดื่มน้ำชา โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนจีน ดังนั้น การที่เอาเห็ดนี้มาเพาะเลี้ยงในน้ำชา ที่มีสารอาหารน้อย การเจริญของแบคทีเรียก็จะเป็นไปอย่างช้าๆ ในที่สุด รสของน้ำชาก็จะหวานๆเปรี้ยวๆ ผมก็เลยตั้งชื่อ เป็นชาเปรียวจากเห็ดรัสเซีย(จริงๆแล้ว คือ ชาเปรี้ยว ไม่ใช่เปรียว) แต่ก็พยายามเล่นคำให้ฟังแล้วมันน่าสงสัย ยิ่งบอกว่า เห็ดรัสเซีย ยิ่งทำให้คนงงใหญ่ พอคนงงได้ที่แล้ว ผมก็ถือโอกาสเปิดตัว โดยเอาชาเปรียวนี้แหละ ไปให้คุณลุงประยูร จรรยาวงศ์ ผู้ซึ่งรักใคร่กันดี โดยท่านจะมาหาผมเป็นประจำ เพราะท่านอย่างรู้เรื่องเห็ดและเรื่องปุ๋ยหมัก เพื่อเอาไปเขียนการ์ตูน และท่านเป็นคนสนับสนุนให้ผมเขียนหนังสือพิมพ์ไทยรัฐอยู่พักหนึ่ง พอคุณลุงประยูรเอาไปทาน แล้วถ่ายดี ถ่ายคล่อง ตัวเบา ความจำดี หน้าและผิวหนังแจ่มใสและเต่งตึงขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ ท่านก็เลยเขียนเรื่อง อัศจรรย์ชาเปรียวจากเห็ดรัสเซีย และนับแต่นั้นมา ผมผลิตเชื้อเห็ดรัสเซียขายไม่ทันเลยครับ จนตอนหลังมันเพี้ยนกันไปมาก บางคนขายทอง ขายรถ แถมเห็ดรัสเซียก็ยังมี แต่เขาเปลี่ยนชื่อเป็นเห็ดพระเจ้าบ้าง เห็ดเทวดาบาง และบางธุรกิจ เอาไปเป็นแบบแชร์ลูกโซ่ มีการแช่งชักหักกระดูกว่า ใครก็ตามได้รับสิ่งวิเศษนี้แล้ว จะต้องสอนวิธีเพาะส่งต่อไปอย่างน้อย 5 รายหรือมากกว่านั้น ไม่เช่นนั้นก็จะมีอันเป็นไป มันกลายเป็นความโง่ ความงมงายไปหมดจนถึงปัจจุบัน แต่ก็ดูเหมือนรายยายป้าเช็งนี่แหละ ที่แกพูดเข้าท่าหน่อย ของป้าเช็งที่คุยสรรพคุณเหลือหลายแท้ที่จริงก็คือ สิ่งที่ผมทำมานานแล้ว ก็คือ น้ำส้มสายชูนั่นเอง ถามว่าดีจริงไหม ดีสิ ก็คุณลองดูสิ เวลาคุณเหนื่อยล้าอ่อนเพลีย คุณก็ต้องชงน้ำตาลกลูโคสเข้าไปใช่ไหม แล้วกลูโคสที่คุณว่าเล็กนั้น มันประกอบไปด้วยธาตุคาร์บอน (C) 6 ตัว แต่น้ำส้มสายชูหมักนั้น มันเป็นการสลายน้ำตาลกลูโคสให้เล็กลง เหลือ คาร์บอนแค่ 2 ตัวเท่านั้น แล้วมีสภาพเป็นกรดเท่านั้น ดังนั้น การที่คุณกินน้ำสัมสายชูแท้ หรือน้ำส้มสายชูจากการหมักชา หรือหมักแบบป้าเช็ง ก็ล้วนแล้วแต่กินกรดที่มีขนาดเล็กกว่าน้ำตาล แต่เป็นแหล่งพลังงาน พอมันเข้าไปในร่างกาย มันก็ทำให้เกิดแรงกระปรี้กระเปร่าขึ้นได้ และจะไม่หิวข้าว จึงเหมาะที่จะใช้ลดความอ้วน ลดไขมันในเส้นเลือด แล้วยิ่งมันมีฤทะฺ์เป็นกรดอ่อนๆ พอเข้าไปในกระเพาะ กระเพาะคุณก็เป็นกรดอ่อนๆสิ ทำให้การย่อยอาหารของกระเพาะดีขึ้น พอระบบย่อยดีขึ้น ไขมันในเส้นเลือดไม่เป็นอุปสรรค ทำให้สิวฝ้าไม่เกิด ผิวพรรณก็เต่งตึงเป็นธรรมดา ฉะนั้น ที่ป้าเช็งแกพูดนั่นถูกแล้ว แต่ลักษณะการพูดของแกเท่า่นั้น ที่ อย.เขาหมั่นไส้ และบางอย่างก็เว่อไปหน่อยเท่านั้นเอง (ก็จะเอาอะรไกับคนแก่ที่มีเงินล่ะ ไม่ดีกว่าคนแก่กินบ้านกินเมืองหรือ) นั่นมันแค่ เชื้อน้ำส้มสายชูตัวเดียวน๊ะครับ แต่พอผมศึกษาเรื่องของเอ็นไซม์ พออยู่ที่ภูฎาน ศึกษษเรื่องวิถีชีวิตคนภูฎาน คนทิเบต คนมองโกเลีย พบว่า ทำไมคนเขาอายุยืน ก็เพราะเขากินอาหารที่มีเอ็นไซม์ที่สมบูรณ์เป็นประจำ ขณะที่ผมและครอบครัวแทบทุกคนเป็นเบาหวาน เพราะผมไปเชื่อวิทยาการแผนใหม่ว่า ต้องกินอาหารสุกเท่านั้น ยิ่งพอผมไปญี่ปุ่น เกาหลี ก็พบว่า คนพวกนี้ อายุยืนมาก ก็ล้วนแล้ว แต่เขากินของที่มีเอ็นไซม์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กิมจิ ซึ่งเป็นอาหารที่มีเอ็นไซม์ที่สำคัญที่ร่างกายมนุษย์ต้องการอยู่เยอะมาก และเกือบครบ ผมจึงสนใจเรื่องนี้เป็นพิเศษ ในปี 2528 ผมได้ย้ายไปประจำเป็นผู้เชี่ยวชาญเห็ดให่แก่องค์การสหประชาติประจำประเทศศรีลังกา ผมได้มีโอกาสเจอกับพ่อครัวร้านอาหารเกาหลีคนหนึ่ง ชื่อ นายจำนง คำป้อ เป็นพ่อครัวที่ทำอาหารเกาหลีเก่งมาก ถูกฝึกให้ทำอาหารเกาหลี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การทำกิมจิได้เก่งมาก ผมก็เลยถือโอกาสไปทานอาหารร้านที่แกเป็นพ่อครัวที่นั่น ชื่อ ร้าน Empress จนกระทั่งเราคุ้นเคยกันมาก และทราบว่า แกโดนคนเกาหลียึดพาสปอร์ตเอาไว้ เพื่อไม่ให้กลับบ้าน หรือไปทำงานกับร้านอื่น ตอนหลังผมก็ให้แกมาพักผ่อนที่บ้านพักของผม จนเราสนิทกันมาก ผลสุดท้าย แกก็ลาออกจากงาน มาอยู่กับผมที่ฟาร์มเห็ดเก่าที่อยู่ซอยไอยรา 5/2 ซึ่งช่วงนั้น เรือเกาหลี ที่ออกหาปลา ไปหาปลาที่แอฟริกา(เรื่องเกาหลี และไต้หวันได้สิทธิพิเศษไปหาปลาที่แอฟริกาได้อย่างไรแบบผูกขาดเป็นสิบๆปี จะมาเล่าให้ฟังทีหลัง จิวอย่าลืมเป็นหน้าม้าเตือนด้วย) พอเอาปลามาขายในไทย แล้วจะกลับไปที่แอฟริกาอีก เขาต้องซื้ออาหารจากไทย โดยเฉพาะผัก ผลไม้สดๆ และที่ขาดไม่ได้ คือ กิมจิครับ ผมจึงมอบหมายให้คุณจำนง ทำกิมจิครั้งละหลายๆตันครับ ส่งให้แก่เรือเกาหลีมาโดยตลอด นี่แหละจิว งานเปิดตัวที่จะถึงนี้ ที่เซ็นทรัล รามอินทรา ผมกำลังซุ่มทำกิมจิเห็ดสี่อย่างขึ้นไป แล้วก็จะเปิดตัว กิมจิเห็ดเป็นทางการจากวันนั้นเป็นต้นไป ผมรับรองว่า รสชาตของเราไม่แพ้ของเกาหลีและญี่ปุ่น โดยผมจะรวมเอารสชาตที่คนนิยมทั้ง 3 ชาติ คือ คนไทยด้วยเข้าไป แล้วนั่นแหละจิว ที่คุณกับผม จะต้องมาทำธุรกิจการขายกิมจิเห้ดด้วยกัน เพราะกิมจิเห็ดนี้ จะเป็นการแก้ปัญหาเรื่องเอ็นไซม์ที่เมียคุณขาด ที่สุมาลีไม่พอ และยังมีอีกหลายๆคนทั้งประเทศที่ป่วยเป็นโรค ที่ไม่รู้ว่าสาเหตุเบื้องต้นเกิดจากการบกพร่องของเอ็นไซม์ ผมทำกิมจิโดยใช้เชื้อยูเอ็มบริสุทธิ์เสียด้วย เอาเถอะ พอพูดมาถึงตอนนี้ชักน้ำลายสอแล้ว ขอจบเรื่องกิมจิไว้แค่นี้ก่อน ตอนนี้ ผมกำลังรอการจองตั๋วเครื่องบิน เพื่อจะเดินทางไปเอาเห็ดแปลกๆมาโชว์ในงานเปิดตัว ตอนนี้ เพื่อนผมที่ฝรั่งเศสเตรียมพร้อมเห็ดทรัฟเฟิล เห็ดมัสสุตาเก๊ะ และเห็ดตับเต่าทองไว้ร่วมงานแล้ว ทางภูฎานก็ยืนยันเอาเห็ดถั่งเช่าแท้มาโชว์และจำหน่าย ในส่วนของผม ตอนนี้ สั่งให้เก็บเกี่ยวเห็ดถั่งเช่าสีทอง ที่เพาะไว้ได้กว่า 100 กก.ส่วนหนึ่งจะทำกิมจิ ส่วนหนึ่งดองไวน์เห็ดหลินจือ ที่ผมหมักไว้นานกว่า 10 ปี รับรองจิว งานนี้สุดๆแน่ หลานผมที่เป็นเจ้าของบริษัทไฟน์อินโฟ ที่ดูแลเรื่องการอบรมและเวป แกบอกว่า แกอนุมัติเงิน 60,000 บาท ในการตกแต่งบูท แต่ผมจะต้องใช้มากกว่าแกหลายเท่า เพราะศักดฺ์ศรีความเป็นน้า เลยเตรียมบินไปเอาของดีๆมาโชว์ในงานนี้ให้ได้ ขออนุญาตไปทานข้าวต้มกับกิมจิก่อน แล้วจะไปนอนต่ออีกนิดหน่อย ขณะนี้เวลา 4.29 น.ของวันที่ 18-10-2553

    May 11, 2017 at 1:49 pm #4018

    สวัสดีครับ อาจารย์,
    ผมได้อ่านที่อาจารย์ตอบมาเรื่อง กิมจิเห็ด แล้ว ยอมรับอย่างไม่อายปากเลยครับว่า ขนลุก เพราะตื่นเต้น และดีใจมากๆ เลยครับ ที่อาจารย์จะให้โอกาสผม ไปช่วยงานด้านนี้ด้วย เพราะผมรู้สึกว่า นอกจากจะเป็นนวัตกรรมที่มีประโยชน์ต่อเพื่อนมนุษย์อย่างยิ่งแล้ว ยังมีโอกาสได้ทำบุญ ช่วยให้คนที่ป่วย ที่ไม่รู้จะรักษายังไง (อย่างเมียผม เป็นต้นครับ) ได้มีโอกาสรู้ถึงสาเหตุที่แท้จริง ที่เค้าไม่เคยรู้ แล้วยังสามารถรักษาเค้าให้หายได้ด้วย นับเป็นการทำบุญที่ยิ่งใหญ่จริงๆ ครับ ผมแทบจะรอให้ถึงวันนั้นไม่ไหวเลยครับ อาจารย์มีอะไรจะเรียกใช้ผม บอกได้เลยนะครับ ไม่ต้องเกรงใจครับ
    สำหรับเพื่อนๆ สมาชิกครับ ได้อ่านที่อาจารย์เกริ่นไว้ เกี่ยวกับงานเปิดตัว ที่เซ็นทรัล รามอินทรา วันที่ 10-14 พ.ย.นี้แล้ว เห็นมั๊ยครับว่า มีแต่ความรู้ และสิ่งที่ไม่ธรรมดาทั้งนั้นเลยครับ เพราะฉะนั้น อย่าพลาดเป็นอันขาดนะครับ สำหรับคนที่ว่าง ต้องไปให้ได้นะครับ สำหรับคนที่ไปไม่ได้ ก็ต้องไปให้ได้นะครับ เพราะพลาดงานนี้ไป รอเกิดใหม่ ก็ไม่รู้จะมีโอกาสแบบนี้อีกรึเปล่านะครับ
    รักและนับถืออย่างสูง
    จิว (ศิษย์มีครู)

    May 11, 2017 at 1:49 pm #4019

    เมื่อวานตอนเช้าตรู่ประมาณตีสองกว่าๆ ผมได้ตอบในหัวข้อให้คุณยาวเหยียดเลย แต่ไม่ทราบด้วยสาเหตุใด มือดันไปกดอะไรก็ไม่รู้ ข้อมูลหายไปหมด นี่เป็นมาหลายครั้งแล้ว ด้วยความที่ใช้สมองหลายด้าน ซีพียูมันเก่า ประสิทธิภาพของสมองมันเริ่มล้าเสียแล้ว เลยหมดอารมย์เลย จริงๆแล้ว อยากจะบอกว่า ทราบแล้วที่คุณและเมียของคุณมาที่ร้าน ทราบก่อนที่คุณจะมาเสียอีก และหลังจากที่คุณมาแล้ว ลูกสาวก็รายงานให้ฟัง เพราะตอนนี้ผมต้องการที่จะฝึกลูกให้ออกสังคม พูดคุยกับคนอื่นเขาบ้าง ลูกสาวแกเป็นคนไม่ค่อยพูด แต่เวลาแกได้พูดแล้ว แกก็ไม่ค่อยหยุด ส่วนลูกชายนั้น แกเกิดมาพูดๆๆๆและก็พูด ลูกสาวก็ได้รายงานให้ฟังว่าได้คุยถึงอาการเมียของคุณ ซึ่งพวกเราลุ้นกันอยู่ และดีใจว่า อาการของเธอเริ่มดีขึ้น มีความหวังมากขึ้น อาการที่หัวเข่าของเธอเริ่มดีขึ้น และเริ่มเห็นหัวเข่าเป็นหัวเข่าแล้ว เรามันใจว่า อีกไม่นานล่ะ ทุกส่วนของเธอก็จะกลับสู่ภาวะปกติอย่างแน่นอน พวกเรารอวันนั้นอย่างใจจรดใจจ่อไม่แพ้คุณหรอก และเราก็ลุ้นไม่ใช่คุณเท่านั้น สมาชิกของเราทุกคนที่ป่วยแล้วเอาเห็ดเป็นยาไปทาน และเมื่อวานมีความสุขเหลือเกินที่ได้รับทราบจากเจ้าของบ้านจัดสรรธนานนท์ แจ้งมาให้ทราบว่า ทั้งครอบครัวที่ทนทุกข์ทรมาณมาตลอดชีวิตเกี่ยวกับภูมิแพ้ ตอนนี้ อาการดีขึ้น หายใจโล่ง ไม่ต้องสั่งน้ำมูกทุกวัน และสามีที่เป็นเริมหรืองูสวัดก็ดีขึ้น ที่สำคัญคุณแม่ของหมอจาก รพ.ชื่อดังที่มีชื่อเสียงด้ายศัลยกรรมใบหน้า ได้เอาเห็ดเป็นยาไปรักษาคุณแม่ที่เป็นอัมพฤกเดินไม่ได้มาหลายปี ตอนนี้เริ่มเดินได้บ้างแล้ว เหลือแต่ข่าวยายสุมาลีเท่านั้น หลังจากโดนสวดไปเรื่อง คิดจะไปเซ้งฟาร์มเห็ดเก่าเขา ผมก็บอกว่าอย่าเลย ให้ใช้สามีและลูกนั่นแหละทำโรงเห็ดเอาเอง ผมพูดแค่นั้นเอง แกก็หายศีรษะไปเลย จิวตามไปแอบดูหน่อยสิว่า แกเพาะเห็ดไปถึงไหนแล้ว แล้วโรคของแกและลูกสาวแกเป็นไงบ้าง
    นี่เมื่อวาน(19-10-2553) ผมเอารถไปเจิมที่วัดทวัการะอนันต์ ทีใกล้ๆกับตลาดไทมา เจ้าอาวาสวัดรู้จักกันดี เพราะท่านแท้ๆที่มาเลือกที่ที่ทำฟาร์มปัจจุบัน และท่านเลืื้อกจุดที่จะตั้งศาลพระภูมิ จากนั้น ชีวิตผมก็ดีมาตลอด ผมได้ถวายต้นเบาบับไปให้ ต้นตาลกิ่งให้ ปรากฎว่า ต้นเบาบับของท่านสวยมาก อายุแค่ 6 ปีเท่า่นั้น มีขนาดโตประมาณ 3 คนโอบแล้ว และทราบว่าท่านเป็นโรคมะเร็งตับเช่นเดียวกับท่านนายกสมัคร ท่านไปรักษามาหลายโรงพยาบาลแล้ว อาการไม่ดีขึ้น และตอนนี้ท่านปฎิเสธการรักษาด้วยการฉีดคีโมหรือทางด้านแพทย์แผนปัจจุบัน หันมารักษาทางด้านโภชนาการบำบัด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ฉันเจ และอาการของท่านก็ดีขึ้นโดยตลอด เมื่อวานผมก็ได้เอาเห็ดเป็นยาถวาย พร้อมทั้งถวายเอ็นไซม์เพิ่มไปอีก ตอนนี้หลวงพ่ออาการดีขึ้นมาก สามารถรับกิจนิมนต์ได้ตามปกติแล้ว ผมได้เล่าเรื่องของท่านนายกสมัครให้ท่านฟัง ท่านสนใจมาก วันนี้ ผมจึงฝากรูปท่านนายกสมัครมาให้คุณดูอีกครั้ง ที่ผมได้รับ หลังจากท่านรอดชีวิตมาจากการที่แพทย์แผนปัจจุบันไม่มีทางรักษาและอนุญาตให้ท่านกลับไปใช้ชีวิตช่วงสุดท้าย ที่สภาพทานอะไรไม่ได้ ตัวเขียว นอนไม่ได้ เลือดออกที่ตับแล้ว แต่อีก 32 วันต่อมา ท่านเชิญผมไปทานอาหารที่บ้านได้ และท่านก็มอบภาพนี้ให้ เสียดายที่ท่านถึงแก่อนิจกรรมอย่างฉับพลัน เพราะอาหารเป็นพิษ ไม่เช่นนั้น ท่านก็จะได้มีโอกาสดูความล้มเหลวของผู้บริหารชุดปัจจุบันอย่างสะใจ

    May 11, 2017 at 1:50 pm #4020

    ระยะสองสามวันนี้ ผมวุ่นอยู่กับการทำกิมจิเอ็นไซม์ เมื่อคืน ก็ทำเพิ่มตุนไว้อีก 50 กก. เพื่อเอาไปใช้ในวันงานเปิดตัว กิมจิที่ผมทำนั้น ผมปรุงรสชาตให้เข้ากับคนไทยมากที่สุด จะทำไม่เหมือนของเกาหลีที่ผมเคยส่งเรือประมงเกาหลี แต่ผมจะทำให้มีรสที่เหมาะสำหรับคนไทย คือ ทั้งเปรี้ยว หวาน เค็มและเผ็ด ผสมกลมกลืนกัน โดยใช้กลุ่มจุลินทรีย์ที่สร้างกรดอินทรีย์ที่มีประโยชน์ รวมทั้งเชื้อแลคโตบาซิลัส และยีสต์บางสายพันธุ์ที่สามารถสร้างเอ็นไซม์ล้างพิษ และดับกลิ่นไม่พึงปรารถนาได้ นอกจากนี้ ยังเลือกส่วนผสมที่มีประโยชน์ อันได้แก่ หัวไชเท้า ใช้เป็นยาเย็น ป้องกันแผล ฝี หนอง กระเทียม ช่วยลดกรดไขมันในเส้นเลือด ป้องกันโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง และฆ่าเชื้อโรค ต้นหอม ช่วยบำรุงเลือด ฆ่าแบคทีเรีย แครอท ที่อุดมไปด้วยสารเบต้าแคโรทีน ต่อต้านอนุมูลอิสระ พริก ช่วยย่อยอาหาร เจริญอาหาร ขิง ช่วยขับลม ละลายไขมันในเส้นเลือด เห็ดหูหนูขาว บำรุงปอด ฟอกเลือด ป้องกันมะเร็ง เห็ดหอม ป้องกันและรักษาโรคมะเร็ง เห็ดกระดุมบราซิล ต่อต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันแผล หนอง เสริมภูมิต้้านทาน รักษาโรคเบาหวาน เห็ดหลินขาว หลินดำ(ไม่ใช่หลินจือ แต่เป็นเห็ดที่ญี่ปุ่นเรียก เห็ด ชิเมจิ) บำรุงร่างกาย บำรุงเลือด ป้องกันมะเร็ง โดยส่วนผสมดังกล่าว ได้ผ่านการคัดเลือกและทดสอบแล้วว่า สามารถนำมาทำเป็นกิมจิที่มีรสชาตดีเยี่ยม และเหนือสิ่งอื่นใด หลังจากทำการหมักไปแล้ว 48 ชั่วโมง จะมีเอ็นไซม์ที่มีประโยชน์ที่ร่างกายมนุษย์ต้องการหลายแสนเท่า ดังนั้น ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับร่างกาย ขาดแคลนเอ็นไซม์ สามารถทานกิมจิไปเพียง 1-2 ช้อนต่อมื้อ ก็จะได้เอ็นไซม์ช่วยย่อยเท่าหรือดีกว่าเอ็นไซม์ 1 เม็ดที่มีราคาแพงเม็ดละกว่า 30 บาท(ขนาด 500 มิลลิกรัม) จากการตรวจสอบจำนวนเอ็นไซม์ในกิมจิ 100 กรัม หรือ 1 ขีด จะเท่ากับเอ็นไซม์สำเร็จรูปที่อัดเม็ดหรือทำเป็นแคปซูลขาย 200-250 เม็ด หรือราคาประมาณ 5,000-6,000 บาท ซึ่งหากจะทำการเปรียบเทียบการผลิตกิมจิ จะมีขั้นตอน ระยะเวลา และต้นทุนการผลิตสูงกว่า การผลิตเอ็นไซม์มาก ทั้งนี้ เนื่องจาก ขบวนการผลิตกิมจินั้น จะต้องเลือกหรือคัดสรรเอาวัสดุที่สามารถนำมาหมักรวมกันได้หลายชนิด โดยก่อนที่จะเอามาทำกิมจินั้น จะต้องล้างทำความสะอาด แล้วตากแดดให้หมาดๆ และต้องล้างหรือขยำกับเกลือ หรือน้ำเกลือเข้มข้น ก่อนที่จะล้างเอาน้ำเกลือออก แล้วจึงนำมาปรุงรส ใส่เชื้อจุลินทรีย์ที่บริโภคได้และบริสุทธิ์ใส่เข้าไป นำไปหมักในที่เย็นประมาณ 6-8 องศาเซลเซียสเป็นเวลาอย่างน้อย 4-5 วันหรือมากกว่านั้น ก็จะได้รสชาตกลมกล่อมยิ่งขึ้น ซึ่งกรรมวิธีดังกล่าว ต้องอาศัยความสะอาด สูตรที่แม่นยำ แรงงานมาก และต้องมีประสบการณ์สูง ส่วนการผลิตเอ็นไซม์ที่ขายราคาแพงๆนั้น ง่ายกว่าเยอะ เพราะเพียงเลี้ยงเชื้อบริสุทธิ์ในรำข้าวสาลี แป้ง และนม เพียง 36-48 ชม. เท่านั้น แล้วนำเอาไปทำแห้งด้วยระบบเย็น หรือที่เรียกว่า Freeze dry แล้วจึงนำมาอัดเม็ดหรือใส่แคปซูล
    ทีนี้สิ่งที่เป็นปัญหาของผมตอนนี้คือ แล้วผมจะตั้งราคาขาย กิมจิเอ็นไซม์ของผมเท่าไหร่ดี เพราะหากเทียบราคาเอ็นไซม์แล้ว มันแพงมาก คงไม่มีใครซื้อกิมจิผมแน่ๆ แต่หากขายถูก คนที่ทำเอ็นไซม์ขาย ต้องด่าผมแน่ๆ เพราะทุกวันนี้ พวกนี้ร่ำรวยมหาศาล ขอให้สมาชิกช่วยผมด้วย โดยเฉพาะ นายจิว ยายสุมาลี ยายจันทร์ทิพย์ และหลายต่อหลายคน ที่เป็นแฟนประจำในคอลัมภ์ว่า กิมจิขนาดบรรจุ 100 กรัม หรือ 1 ขีด เทียบเท่ากับเอ็นไซม์ประมาณ 200 เม็ดนั้น ผมควรจะขายในราคา 5,000 บาท หรือขายส่งเพียง พร้อมภาชนะบรรจุ แค่ 30 บาท เท่านั้น เฉพาะในงานเปิดตัวนี้เท่านั้น ที่จะขายให้บุคคลทั่วไป ส่วนสมาชิก ผมจะเริ่มเปิดขายทันที ที่ได้ข้อสรุปเรื่องราคา
    เอาล่ะ ขณะที่รอข้อเสนอราคา 100 กรัม ควรขายที่ 5,000 บาท หรือ 30 บาท นั้น ขอให้ดูการทำกิมจิคร่าวไปพลางๆก่อน ช่วงนี้ โปรดอย่าถามรายละเอียดว่า ทำอย่างไร ขอสงวนส่วนนี้ไว้ก่อนครับ

    May 11, 2017 at 1:50 pm #4021

    สวัสดีครับ อาจารย์,
    ผม นายจิว สมาชิกเลขที่ 2552/P91/2403 เจ้าเก่าครับ
    ได้อ่าน และได้เห็นภาพบางส่วน ของกระบวนการทำกิมจิเอ็นไซม์แล้ว น่าทึ่ง และ “น่ากิน” มากครับ เพราะนอกจากจะเป็นอาหารที่มีรสชาติอร่อยจนน้ำลายสอแล้ว ยังเป็นอาหารเพื่อสุขภาพอย่างดีเยี่ยมด้วยครับ
    ส่วนเรื่องราคานั้น ผมขออนุญาตเสนอความคิดเห็นนิดนึงนะครับว่า (ความจริง เป็นความคิดเห็นของเมียผมครับ ผมมันสมองน้อย คิดอะไรไม่ค่อยออก ได้แค่มีหน้าที่พิมพ์ส่งครับ) การตั้งราคา น่าจะพิจารณาจาก ราคาของกิมจิมีคุณภาพทั่วๆ ไป ที่ข้างนอกเค้าขายกัน อย่างเช่นในร้านอาหาร ฟูจิ (เพราะว่า มีคนกินกันเยอะ น่าจะพอเอาราคามาใช้อ้างอิงได้ครับ) เอาราคาเค้ามาเป็นพื้นฐาน (เพราะราคาของเค้า เค้าตั้งแล้วขายได้ แสดงว่า ผู้บริโภครับราคานั้นได้ครับ) แล้วค่อยปรับราคาตามความเหมาะสม เพราะว่า ดูแล้วขั้นตอนการทำ รวมทั้งวัตถุดิบที่ใช้ทำกิมจิเอ็นไซม์ มีความยุ่งยาก และต้องคัดสรรมาอย่างดี กับทั้งนับเป็นอาหารเพื่อเสริมสุขภาพ จึงน่าจะจัดอยู่ในประเภท อาหารกึ่งยา ไม่ใช่แค่อาหารทานเล่นทั่วๆ ไป การตั้งราคาจึงควรพิจารณาต่างกันบ้างครับ และแน่นอนครับ ผมขอสนับสนุนนโยบายของอาจารย์ที่ว่า ในวันนั้น เป็นงานเปิดตัวอุทยานเห็ด อานนท์เวิลด์ และเป็นการแนะนำตัวสินค้า กิมจิเอ็มไซม์นี้ครั้งแรก ราคาขายให้บุคคลทั่วไป จึงน่าจะเป็นราคาพิเศษเฉพาะในงานเท่านั้น (ส่วนสมาชิก ก็ได้ราคาสมาชิกตลอดอยู่แล้ว Very Happy ) ใครจะรู้นะครับ อาจารย์ เกิดขายดีติดตลาด แล้วยิ่งถ้าเราทำแพคเกจจิ้ง ให้สวยๆ (อย่างของอะไรก็แล้วแต่ ที่ประเทศญี่ปุ่นเค้าทำขายอ่ะครับ ผมเห็นเค้าทำแพคเกจสวยๆ อะไรๆ ก็น่าซื้อไปหมดครับ เราก็น่าจะเอาอย่างบ้าง) ต่อไป อาจจะต้องตั้งแผนกทำกิมจิเอ็นไซม์ขึ้นมาโดยเฉพาะเลยก็ได้นะครับ
    รักและนับถือย่างสูง
    จิว (ศิษย์มีครู)

  • You must be logged in to reply to this topic.