Reply To: การหมักเห็ดเป็นยา โรคเบาหวานและแพ้อากาศของเด็ก กรดไหลย้อน และ SLE

Home / Forums / สุขภาพ / Testimony เคสผู้ใช้เห็ดเป็นยา / การหมักเห็ดเป็นยา โรคเบาหวานและแพ้อากาศของเด็ก กรดไหลย้อน และ SLE / Reply To: การหมักเห็ดเป็นยา โรคเบาหวานและแพ้อากาศของเด็ก กรดไหลย้อน และ SLE

June 21, 2017 at 12:45 am #5023

  preecha chotklang on Wed Oct 16, 2013 12:37 am

 
เรียน อ.ดร.อานนท์ สวัสดีคุณไผ่และสมาชิกครับ
 
วันนี้ผมขออนุญาตแชร์ประสบการณ์การใช้เห็ดบำบัดโรคของผมเองนะครับ
 
ช่วงสักก่อนปี50 ผมมีอาหารปวดและตรึงตรงบ่ามีอาการเป็นๆหายๆ เมื่อมีอาการตรึงบ่าก็จะนอนไม่ค่อยหลับ ต้องใช้ยานวดก่อนนอน แต่ช่วงนี้ก็เป็นไม่มาก นานเป็นที พอช่วงปี50-51 ขณะนั้นผมทำงานโรงงานไปด้วยและมาเรียนต่อป.โท ในวันเสาร์ – อาทิตย์ โดยที่วันเสาร์นั้นปกติก็ต้องทำงาน แต่ผมขออนุญาตทางบริษัทเป็นพิเศษเพื่อมาเรียนต่อ  โดยในวันจันทร์ – วันศุกร์ก็ต้องทำงานที่โรงงานซึ่งก็มีงานที่ต้องรับผิดชอบเยอะอยู่แล้ว และวันเสาร์-อาทิตย์ก็ต้องมาเรียนหนังสือ ซึ่งก็มีงานที่ต้องทำส่งอาจารย์ก็ต้องมาทำกลางคืนวันศุกร์และวันเสาร์ ซึ่งบางครั้งก็ได้นอนเพียงไม่กี่ชั่วโมง ยิ่งช่วงทำวิทยานิพนธ์ด้วยแล้ว บางคืนแทบไม่ได้นอน เพราะต้องทำงานให้เสร็จเพื่อส่งตอนเช้า ทำให้อาการตรึงบ่ามีมากขึ้น ทำให้นอนไม่ค่อยหลับ หรือหลับไปก็เหมือนนอนหลับไม่เต็มอิ่ม แม้จะนอนตั้งแต่หัวค่ำก็ตาม ทำให้สุขภาพแย่มาก สมองไม่ค่อยแล่น ช่วงนี้ผมได้เข้าไปตรวจรักษาที่โรงพยาบาลเอกชนหลายแห่ง ลองดูถ้ารักษาสัก 3 เดือนแล้วยังไม่ดีขึ้นผมก็ลองเปลี่ยนโรงพยาบาล โรงพยาบาลใหนที่เขาว่าดีๆ ดังๆ ก็ไปมาหลายที่แล้ว เข้าโรงพยาบาลครั้งหนึ่งค่าใช้จ่ายก็ไม่ต่ำกว่า 3,000 บาทเป็นอย่างน้อย ที่โรงพยาบาลหมอจะให้เอ็กซเรย์ที่ตรงคอ เพื่อดูกระดูกตรงคอ ก็ปกติ ยาที่คุณหมอจัดให้คือยาคลายกล้ามเนื้อ เป็นเหมือนกันทุกโรงพยาบาล เมื่อกินยาคลายกล้ามเนื้อสักพักอาการไม่ดีขึ้นผมจึงเลิกกิน เพราะหากกินต่อไปนาน ๆ อาจจะมีปัญหาต่อส่วนอื่นของผมได้  และทุกโรงพยาบาลก็หาสาเหตุของการปวด ตรึง ตรงบ่าไม่ได้
 
เมื่อหาหมอแล้วอาการไม่ดีขึ้น ผมก็เริ่มเปลี่ยนแนวมารักษาโดยการนวด โดยหาหมอที่เก่ง ๆ ในการนวด การกดจุด จับเส้น  หลังการนวดอาการก็ดีขึ้น นอนหลับสบายขึ้น โดยเมื่อมีอาการตรึงบ่า ผมก็จะไปนวด ซึ่งเมื่อนวดแล้ว อาการก็จะดีขึ้นไปอีก 2 สัปดาห์
หลังจากใช้การรักษาโดยการนวด มาสักพักใหญ่ อาการก็เริ่มไม่ค่อยดีเท่าไรนัก คือเส้นที่ปวดนั้น การกดจุด กดได้ไม่ถึงจุดที่ปวด และต้องนวดถี่ขึ้น คือ สัปดาห์ละครั้ง
 
ต่อมาปลายปี 53 ผมมารู้จักกันคุณหมอฝังเข็มท่านหนึ่งที่มีฉายาเป็นหมอเทวดา ซึ่งท่านจะแมะ(การจับชีพจร)แล้วสามารถบอกได้ว่าเป็นโรคอะไร เป็นก้อนอะไรอยู่ตรงใหน ท่านสามารถบอกได้เลย แล้วท่านก็ให้วิธีฝังเข็มรักษา ช่วงต้นปี54 ท่านได้มาเปิดคลินิกแถวบ้านผม ผมจึงได้ไปรักษาโดยวิธีฝังเข็ม ซึ่งท่านได้ตรวจผม แล้วบอกว่าผมเป็นคนกระเพาะอาหารร้อน อาหารย่อยไม่ดี ทำให้เกิดแก๊สขึ้นในกระเพาะ แล้วจะไปดันตามเส้นต่าง ๆ ทำให้บ่าตรึง นอนไม่หลับ เลือดขึ้นไปเลี้ยงสมองน้อย  ทำให้ปวดหัวบ่อย ๆ ซึ่งก็เป็นจริงดังที่คุณหมอบอก
การรักษาโดยวิธีฝังเข็มนั้น คุณหมอจะมา สัปดาห์ เว้นสัปดาห์ ผมก็มาฝังเข็มทุกสัปดาห์ที่คุณหมอมา ตอนที่คุณหมอฝังเข็มลงไปตรงจุดที่บ่านั้น จะรู้สึกได้เลยว่า เส้นที่ปวดตรงบ่านั้นเข็มจะแทงลงไปตรงจุดพอดีและจะรู้สึกว่ามีลมเคลื่อนออกไป ซึ่งเส้นที่ปวดนั้นมันอยู่ลึกเกินกว่าวิธีนวดโดยให้นิ้วกดจะทำได้
ผมรักษาโดยวิธีฝังเข็มมาเรื่อย ๆ และสุขภาพผมขึ้นมาก จนกระทั้งเกิดน้ำท่วมใหญ่ปลายปี54 ซึ่งคลีนิคหมอก็ท่วมด้วย และหยุดการรักษาไปโดยปริยาย
ช่วงน้ำท่วม บ้านผมโดนน้ำท่วมมิดหัว ผมมีธุรกิจส่วนตัวอีกอย่างคือการนำเข้าสินค้าประเภทเครื่องหนังซึ่งให้ภรรยาดูแล  โดยบ้าน และ สินค้าผมโดนน้ำท่วมเสียหายมูลค่านับล้านบาท ได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาล 25,000 บาท  อาจจะด้วยความเครียด อาการปวดตรึงบ่าผมกลับมาเหมือนเดิม และ อาการกระเพาะอาหารไม่ย่อยหนักขึ้น คือช่วงเช้าตืนนอนขึ้นมาจะมีอาการแสบที่คอ เหมือนมีกรดมันย้อนขึ้นมา ช่วงนี้ผมเริ่มกลับเข้ารักษาที่โรงพยาบาลอีกครั้ง โดยครั้งนี้ผมไม่ได้ไปรักษาด้านตรึงบ่าอีกแล้วแต่เลือกไปรักษาด้านกรดใหลย้อนเลย ได้ลองไปรักษาโรงพยาบาลเอกชน อยู่ 2 แห่ง ลักษณะให้ยามาลองทานต่อเนื่องเป็นเดือน ๆ และปรับนิสัยการกินใหม่ โดย เช้า กับ กลางวันนั้น กินข้าวแค่เกือบเต็มกระเพาะ พอดื่มน้ำไปแล้วให้เต็มกระเพาะพอดี ส่วนมื้อเย็นน้้น กินแค่ครึ่งกระเพาะ และกินช่วงหัวค่ำให้อาหารย่อยให้หมดจึงจะนอนได้ และงดพวกเหล้า เบียร์ น้ำอัดลม กาแฟ เด็ดขาด
หลังจากกินยารักษาอาการกรดใหลย้อนมาหลายเดือน ผมก็เริ่มเบื่อที่จะกินยาทุกวัน และคุณหมอที่โรงพยาบาลก็ชวนให้ส่องกล้องดูในกระเพาะ ผมกลัวเจ็บจึงยังไม่กล้า พอคลินิคหมอฝังเข็มเริ่มกลับมาเปิดอีกครั้งช่วงกลางปี 55 ผมก็เลิกกินยา กลับมารักษาโดยวิธีฝังเข็มอีกครั้ง  แต่การกลับมาครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งแรก ที่ฝังเข็มแล้วอาการดีขึ้นมาก แต่รอบนี้ฝังเข็มแล้วก็ไม่ดีนัก ดีขึ้นเพียง 3 วันหลังฝังเข็มเท่านั้น แต่คุณหมอจะกลับมาเปิดคลินิคอีกครั้งต้องอีกสองสัปดาห์ ทำให้อาการผมหนักมาก รู้สึกว่ากระเพาะอาหารไม่ย่อย กินอาหารไปแล้วรู้สึกว่าท้องอืด ไม่ย่อย ตื่นเช้าก็รู้สึกแสบคอ และต่อมาก็จะเป็นคออักเสบ เมื่อเป็นคออักเสบแล้ว ทานยาแก้อักเสบอย่างแรงก็ไม่หาย ต้องฉีดยาแก้อักเสบเลยจึงจะหาย ซึ่งอาการนี้จะเป็นสัปดาห์เว้นสัปดาห์เลยที่เดียว ผมจึงหาวิธีรักษาใหม่เพราะหากผมปล่อยให้เป็นอยู่อย่างนี้ มะเร็งจะมาหาผมแน่นอน
 
ต่อมาผมเริ่มมาศึกษาด้านการเพาะเห็ด และโชคดีของผม ได้มีโอกาสเข้าอบรมการเพาะเห็ดถั่งเช่าและเห็ดเป็นยารุ่นที่2 ของ ดร.อานนท์ และได้รู้จักกับน้ำเอ็มไซด์เห็ด และได้ซื้อน้ำเอ็มไซด์เห็ดถั่งเช่ามาทดลอง หลังจากทานไป 1 สัปดาห์ อาการท้องอืดผมก็ดีขึ้นมาก ช่วงที่มีอาการท้องอืด เวลาพูดกับใครต้องยืนอยู่ใกล ๆ เพราะปากเหม็นมาก ถึงผมจะอมลูกอมดับกลิ่นปากก็ไม่ได้ผล เพราะกลิ่นมันออกมาจากกระเพาะอาหาร ซึ่งเหม็นมาก  หลังจากนั้นผมก็ทานน้ำเอ็มไซด์เห็ดถั่งเช่ามาเรื่อย ๆ หยุดบ้าง ทานบ้าง ปัจจุบันอาการกรดใหลย้อนของผมดีขึ้นมาก และสุขภาพอื่น ๆผมก็ดีขึ้นมาก ตั้งแต่ปลายปี55 จนปัจจุบัน ผมไม่ป่วยอีกเลย
ส่วนภรรยาผมนั้นป่วยเป็นโรค SLE ด้านเนื้อเยื่อ มีอาการตัวบวม แขนบวม ขาบวม และปวดตามเนื้อตามตัว ผมให้ทานแคปซูลเห็ดกระดุมบราซิล อาการของเธอก็ดีขึ้น อาการบวมดีขึ้น และผลดีอีกอย่างคือ เธอมีก้อนช็อคโกเลตซีสที่มดลูกขนาด 14 มม. หลังจากที่กินแคปซูลเห็ดกระดุมบราซิลประมาณ 3 เดือนแล้วไปตรวจใหม่ ขนาดของก้อนซีสลดลงเหลือเพียงเม็ดถั่วเขียว ซึ่งคุณหมอที่ตรวจยังงงว่ามันหายไปใหนเพราะตรวจครั้งก่อน 14 มม.แล้วอุลตราซาวด์หาไม่เจอ คุณหมอต้องใช้กล้องเข้าไปตรวจหา ตอนนี้ก็ให้ดื่มชาเห็ดกระถินพิมานด้วย อาการตัวบวมไม่มีแล้ว
 
ส่วนสาเหตุที่ภรรยาผมป่วย ผมวิเคราะห์ว่า มาจากการนอนดึก นอนไม่เป็นเวลา เนื่องจาก ช่วงนั้นเรามีลูกแฝด ซึ่งตอนกลางคืนเราเลี้ยงกันเอง ภรรยาผมต้องตื่นมาให้นมลูกบ่อย นอนไม่เป็นเวลา  และนอนไม่เต็มอิ่ม ทำให้ภูมิคุ้มกันในร่างกายต่ำลง ระบบต่าง ๆ ในร่างกายจึงเสียสมดุลย์ ซึ่งเธอเริ่มมีอาการเป็นโรคความดันก่อน โดยปวดศีรษะอย่างแรง กินยาก็ไม่ลง ต้องเข้านอนโรงพยาบาล

ปรีชา โชติกลาง

preecha chotklang