Reply To: น้ำหมักเอนไซม์เห็ด 3 อย่าง (เห็ดกระดุมบราซิล+หลินจือ+ถั่งเช่า) มีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างไรบ้าง

Home / Forums / สุขภาพ / น้ำหมักเอนไซม์เห็ด 3 อย่าง (เห็ดกระดุมบราซิล+หลินจือ+ถั่งเช่า) มีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างไรบ้าง / Reply To: น้ำหมักเอนไซม์เห็ด 3 อย่าง (เห็ดกระดุมบราซิล+หลินจือ+ถั่งเช่า) มีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างไรบ้าง

May 15, 2017 at 11:35 pm #4293

อ้าวเข้าเรื่องเลย เดี๋ยวจะโดนกล่าวหาว่าหลงประเด็นหรือตอบไม่ครอบคลุมประเด็นที่ถามมา
ดร.อานนท์ฝากบอกมาและฝากบอกถึงคนแพร่ด้วยว่า ท่านดีใจมาก ที่ทราบว่า ปัจจุบันคนจังหวัดแพร่เริ่มตื่นตัวด้านการหมักพืชผักสมุนไพรกันอย่างทั่วหน้าและเริ่มถูกหลักวิชาการกว่าที่ไหนๆแล้ว ซึ่งเป็นความฝันอันสูงส่งที่ ดร.อานนท์ ปรารถนาที่จะตอบแทนแผ่นดินเกิด เพราะตลอดชีวิตของ ดร.อานนท์ ที่ได้ทำการศึกษาวิจัย หาเชื้อจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ ไม่ว่าที่ไหนใครคุยว่าดี ก็ไปวื้อ ไปขอ ไปหามาทดสอบทดลองทุกอย่าง สุดท้าย ก็พบว่า เชื้อจุลินทรีย์ที่มีอยู่ในรากของโกงกาง ที่มีเป็นพันๆชนิด ที่ช่วยสร้างเอ็นไซม์และย่อยอาหารให้แก่ต้นโกงกางโตอย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งช่วยปรับสภาพน้ำเสียเป็นน้ำดีได้อย่างน่าอัศจรรย์ยิ่ง ดร.อานนท์ ได้แยกเชื้อที่สำคัญอย่างน้อย 5 ชนิด อันได้แก่ เชื้อ Pediococcus spp. 2 สายพันธุ์เชื้อ Lactobacillus spp. มากกว่า 2 สายพันธุ์ เชื้อยีสต์ที่หายากอีก มากกว่า 2 สายพันธุ์ หนึ่งในนั้น มีเชื้อยีสต์ที่หายากที่สุด ที่ชื่อ Pichia sp. ที่เป็นตัวหลักสำคัญในการสะสางทำลายล้างสารพิษต่างๆได้อย่างมีประสิทธิภาพ เชื้อต่างๆเหล่านี้ ได้ส่งไปยังสถาบันชั้นนำของโลก เพื่อไปทดสอบความเป็นพิษหรือเป็นอันตราย ปรากฎว่า ทุกสถาบัน รวมทั้งสถาบัน ATCC(American Types Cultures Collection, Maryland, USA) ก็ยืนยันว่า เป็นจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ สามารถนำมาใช้ในการหมักได้เฉกเช่น เชื้อหมักนมเปรี้ยว แต่ปัญหามัมอยู่ที่ว่า บางคน พอรู้ว่า มีเชื้ออะไรบ้าง ก็ไปสรรหาเชื้อพวกนี้มาใส่ มาขาย ซึ่งมันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด เพราะการที่จะใส่เชื้อจุลินทรีย์หลายชนิดเข้าไปร่วมกันนั้น บางท่านคิดว่า มันจะช่วยกันทำงาน สร้างแต่สิ่งที่ดีๆเท่านั้นให้แก่ความหวังที่เราปรารถนา แต่จริงๆแล้วไม่ใช่อย่างที่คิด การที่เราเอาเชื้ออะไรต่ออะไรใส่เข้าไปด้วยกัน เชื้อแต่ละชนิดมันจะแย่งอาณาจักรกัน ต่อสู้กัน เพื่อแย่งชิงพื้นที่และก็ฟาดฟันกัน เพื่อให้ตัวเองโดดเด่นหรือครองความเป็นจ้าวแต่เพียงผู้เดียว เช่นเดียวกับ การหมักตามสไตล์ของป้าเช็ง ที่เริ่มต้นนั้น ไม่รู้เป็นเชื้ออะไร ป้าเช็งก็บอกว่า หมักไปเถอะ พอหมักไปนานๆ มันจะเกิดวุ้นขึ้นมาเอง จริงๆวุ้นนั้น คือ เซลลูโลสธรรมดา เป็นของเสียจากการย่อยอาหารของเชื้อ Acetobactor acetii ที่มันย่อยน้ำตาล ให้เป็นกรดน้ำส้มสายชูและเซลลูโลสที่เป็นลักษณะคล้ายแผ่นวุ้น พอหมักไปนาน ก็จะเหลือแต่เชื้อน้ำส้มและน้ำส้มสายชู ป้าเช็งแกจึงมั่นใจนักหนาว่า ของแกต้องหมักนานๆ มันจึงจะเป็นมหาบำบัด ก็ถูกของแก เพราะยิ่งหมักยิ่งนาน มันก็ไม่มีเชื้ออะไรเหลืออีกแล้ว เหลืออต่เชื้อน้ำส้มและน้ำส้มสายชูเท่านั้น แม้กระทั่งวุ้น พอหมักไปนานๆ เชื้อน้ำส้มจะไม่มีอะไรกิน มันก็จะกินขี้ของมันเอง กล่าวคือ มันก็จะกินวุ้นที่มันสร้างขึ้นมา เพื่อพยุงตัวเชื้อให้รับอากาศ ทีนี้กลับมาถึงเชื้อจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ ที่ ดร.อานนท์ได้คัดเลือกออกมาได้หลายชนิดนั้น ดร.อานนท์ได้พัฒนาเทคนิคที่สามารถเอาเชื้อพวกนี้มาอยู่ร่วมกัน และทำงานแบบส่งเสริมกัน ไม่ใช่ขัดแข่งขัดขากัน ตรงนี้ ถือว่า เป็นลิขสิทธิ์หรือเป็นความลับสูงสุดของอานนท์ไบโอเทค จึงขอสรุปตรงนี้ว่า เชื้อยูเอ็ม 92 ที่ได้จากคุณป้าจินไปนั้น เป็นเชื้อที่ผ่านการคัดเลือกอย่างดีโดยดร.อานนท์ ซึ่งจะบรรจุในแคปซูล เพื่อสะดวกแก่การเอาไปใช้ โดยใช้ 1 แคปซูล ต่อการหมักอะไรก็แล้วแต่ 5-10 ลิตร(ผู้ที่ทำตามป้าเช็ง ก็ใช้ได้ คือ ทำการหมักตามที่ป้าเช็งแนะนำ แต่แทนที่จะรอเชื้อจากสวรรค์ชั้นฟ้า ที่ไม่รู้ว่า เชื้อนั้นมันมาจากสวรรค์หรือนรกกันแน่ ก็มาใช้เชื้อยูเอ็ม 92 แทนเสีย ก็จะได้เชื้อบริสุทธิ์ที่เรารู้แน่ๆว่า เป็นเชื้อที่ทานได้ และไม่ต้องเสียเวลาหมักนานหลายๆปี หมักเพียง 2-3 เดือนก็ได้แล้ว) ดีแล้วครับ ติดต่อสอบถาม ป้าจิน(พี่สาวของ ดร.อานนท์ เพราะเป็นลูกป้า) หรือ อ.ธวัช หรือที่เชียงใหม่ ก็ติดต่อพี่ชาย ดร.อานนท์เลย คือ คุณลุงสง่า เอื้อตระกูล 0869154321 
สำหรับคำถามอื่นๆที่ถามเป็นข้อๆ ก็ขอตอบตรงประเด็นดังนี้
1.น้ำเอ็นไซม์จากเห็ด 3 อย่าง กล่าวคือ เห็ดกระดุมบราซิล เห้ดหลินจือ และเห็ดถั่งเช่านั้น แหม หากจะให้อธิบายซ้ำแล้วมันยาวมากเลย อยากจะแนะนำให้คุณเข้าไปหน้าหลัก แล้วคลิ๊กไปอ่านเรื่อง เห็ดแต่ละอย่าง ที่ ดร.อานนท์ เขียนไว้ เช่น เห็ดกระดุมบราซิล เป็นเห็ดสายพันธุ์ที่ ดร.อานนท์ ไปเอามาจากเมืองปีอะดอด ประเทศบราซิล ไม่ใช่เห็ดกระดุมสีน้ำตาล ที่มีบางสำนักออกข่าวว่าทำได้ตั้งแต่ ปี 2537 แล้ว มันคนละชนิดกัน ซึ่ง เห็ดกระดุมบราซิลสายพันธุ์ของ ดร.อานนท์ หรือสายพันธุ์แท้นั้น มันจะไปช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระได้อย่างดี และมันจะไปช่วยไปลบการส่งสัญญานของเซลมะเร็ง ที่มันพยายามจะส่งหลอกไปยังเส้นเลือด ที่จะหลอกให้เส้นเลือดมันสร้างเส้นเลือดฝอยเข้ามายังเซลของมัน หากมันสามารถหลอกเส้นเลือดให้สร้างเส้นเลือดฝอยได้ หรือที่เรียกว่า Angiogenesis นั้น คราวนี้แหละ เซลมะเร็งจะแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว เห้ดกระดุมจึงเหมาะอย่างยิ่ง สำหรับผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งอยู่แล้ว แต่ไม่ต้องการให้เซลมะเร็งรุกลามต่อ บางคนแม้ว่า ฉายแสง หรือให้คีโม หรือผ่าตัดไปแล้ว ก็มิได้หมายความว่า เซลมะเร็งจะตายไปทั้งหมด มันก็ยังคอยจ้องอยู่ตลอดเวลา เมื่อไหร่ มันหลอกเส้นเลือดให้สร้างเส้นเลือดฝอย และส่งอาหารมาให้มันได้ มันพร้อมที่แพร่ทันที ส่วนเห็ดหลินจือ นั้น แน่นอน มันไปช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย เพราะสาร Ganoderic acid and triterpene ซึ่งพวกนี้เป็นพวก Polysaccharides ที่มีน้ำหนักโมเลกุลเฉพาะ ส่วนเห็ดถั่งเช่านั้น แน่นอนที่สุด สาร Cordycepene ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน และช่วยในขบวนการนำเอาออกซิเจนไปใช้ในกระบวนการหายใจของร่างกายดีขึ้น มันจึงกลายเป็นยาบำรุงกำลัง หรือที่เรียกว่า ยาโด๊ป(ไม่ใช่โป้วเท่านั้นน๊ะ มันจะทำให้อาการหายใจขัด เดินบนที่สูง เช่น บนภูเขาไม่เหนื่อยง่าย) ทีนี้ สารสำคัญต่างๆที่อยู่ในเห็ดนั้น ส่วนใหญ่ จะเป็นสารที่มีโมเลกุลขนาดใหญ่ ร่างกายไม่สมารถเอาไปใช้ได้ง่ายหรือสะดวก การหมักจะช่วยทำให้สารต่างๆที่เป็นยาถูกละลายออกมาและร่างกายสามารถเอาไปใช้ได้ง่าย นอกจากนี้ การหมัก หากใช้จุลินทรีย์ที่ถูกต้องและเหมาะสม ก็จะได้วิตามินและเอ็นไซม์ที่มีค่าตามมาอีกมากมาย
2.ต้องเข้าใจเสียก่อนว่า เอ็นไซม์ก็คือ โปรตีนธรรมดาเท่านั้น แต่มันถูกสร้างขึ้นมา เพื่อช่วยย่อยสารบางอย่างเป็นการเฉพาะเท่านั้น หากไม่มีสารอาหารที่มันจะต้องทำการย่อย มันก็เป็นโปรตีนธรรมดาๆนั่นเอง นอกจากนี้ การทานน้ำหมักจากเห็ดเข้าไปนั้น เราไม่ได้ทานเข้าไปมากมายอะไร อย่างที่คุณว่านั่นแหละว่า ใส่เข้าไปนิดเดียวในน้ำหนึ่งแก้ว ดังนั้น สามารถใส่เข้าไปได้ทุกครั้งที่ทานน้ำก็ได้ สำหรับท่านที่ร่างกายปกติธรรมดา มันก็จะช่วยทำให้ร่างกายแข็งแรง แต่สำหรับผู้ที่มีปัญหาทางสุขภาพ เช่น แพ้อากาศ ส่วนใหญ่ จะแพ้ตอนที่อากาศหนัก ในตนอกลางคืน หรือตอนเช้า ก็น่าจะทานตอนเย็นและก่อนนอนให้มากขึ้นหน่อย ส่วนคนที่เป็นหวัด เป็นไข้ หรือมีโรคประจำตัวอยู่แล้ว เช่น เบาหวาน มะเร็ง อย่างนี้ ต้องทานเป็นเวลาแน่นอนเลย คือ ควรทานก่อนอาหารสักครึ่งชั่วโมง ครั้งละประมาณ 1 ช้อนแกง ผสมกับน้ำมากๆหน่อย ทานเข้าไป มันจะไปช่วยเสริมน้ำย่อยในระบบทางเดินอาหาร ช่วยกำจัดสิ่งปฎิกูลต่างๆในร่างกาย ช่วยกำจัดอนุมูลอิสระ ทำให้ระบบในลำใส้เป็นกรดอ่อนๆ จะทำให้ประสิทธิภาพการย่อยอาหารดีขึ้น พร้อมทั้งจะไปเสริมสร้างภูมิต้านทานให้ร่างกายมีความพร้อมต่อสู้กับสิ่งแปลกปลอมต่างๆ รวมทั้ง กดการฟื้นตัวของเซลมะเร็ง ที่สำคัญสารที่อยู่ในเห็ดหลินจือและเห้ดถั่งเช่า มันจะช่วยลดความเป็นพิษของน้ำตาล ที่จะเข้าไปจับกับโปรตีนในเลือด จนเป็นพิษหรือที่เรียกว่า Glycation ที่เป็นอุปสรรคในการที่เลือดจะนำเอาออกซิเจนไปหล่อเลี้ยงร่างกาย เจ้าถั่งเช่านี้ คือ สุดยอดในเรื่องนี้ มันจะทำให้ประสาทไม่เสื่อม ไม่เป็นโรคพาร์กิสันได้ง่าย เพราะสมองไม่ขาดออกซิเจนนั่นเอง
3. น้อยมากครับ ที่ Phellinus linteus เกิดขึ้นกับต้นไม้ชนิดอื่น ส่วนใหญ่มันขึ้นกับไม้เต็ง รัง ยางนา เค็ง หม่อน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นไม้ที่ไม่มีพิษ ส่วนคุณสมบัติทางยานั้น แน่นอนครับ เห็ดทุกชนิด ที่เป็นชนิดเดียวกัน ขึ้นหรือเพาะในแหล่งอหารที่แต่ต่างกัน ย่อมมีสารอาหาร รวมทั้งสารเป็นยาแตกต่างกันครับ เพียงแต่ในกรณีเห็ดเค็งนี้ มันเจริญเติบโตช้ามาก ความแตกต่างของจำนวนยาที่สำคัญมีน้อยมากต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญครับ
4.ดังที่กล่าวมาแล้วครับว่า แทบจะไม่มีทางเป็นไปได้เลย ที่เห็ดชนิดนี้ เกิดขึ้นบนต้นไม้ที่เป็นพิษ แต่จากประสบการณ์พบว่า เห็ด สามารถขึ้นบนต้นไม้ที่เป็นพิษได้ เช่น เห็ดหูหนู เห็ดนางรม เห็ดนางฟ้า เพาะในไม้ที่เป็นไม้เบื่อ ไม้เมา แต่เห็ดที่ได้ออกมาจะไม่มีสารดังกล่าว สามารถนำมาทานได้ครับ ยกเว้น เห็ดที่เพาะด้วยฝีมือมนุษย์ ที่เพาะในไม้ปลอม เช่น เพาะในขี้เลื่อย แล้วใส่สารเคมีที่เป็นพิษ เช่น ตอนนี้ บ้านเราส่วนใหญ่ เขาเพาะเห้ดหูหนู เห็ดขอนขาว เห็ดบด แล้วเขาเจอปัญหาไรไข่ปลา แก้ปัญหาไม่ได้ ฉีดยาอะไรก็เอาไม่อยู่ คนเพาะเห้ดส่วนใหญ่ เขาเลยไปเอายาฆ่าแมลง ที่โลกทั้งโลก ยกเว้นประเทศไทย เขาห้ามนำมาใช้กับพืชผักที่มีอายุสั้น แต่บ้านเรา ผักทุกชนิดที่ปลูกต้องใช้ นั่นก็คือ ฟูราดานหรือดูราแทร์ครับ ก่อนที่เกษตรกรจะปลูกผักอะไรเข้าไป เขาก็จะเอาฟูราดานหว่านก่อนครับ พอหว่านแล้ว จะไม่มีแมลงอะไรเข้าไปได้เลย ไม่ว่าจะเป็นมด เป็นไร เป็นหนอน ตายหมดครับ และเดี๋ยวนี้ เขาทำเห็ดกัน เขาก็เอาฟูราดานนี้แหละ ผสมในวัสดุเพาะเลยครับ แล้ว อย่างนี้ เห็ดที่ออกมา เช่น เห็ดหูหนูที่ขายกันตามท้องตลาด ก็มีสารพิษที่เป็นอันตรายแน่นอนครับ นี่ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่คนไทยอายุสั้น เป็นมะเร็งกันเยอะ เพราะประเทศไทยได้รับรางวัลติดต่อกันมาตลอดและมีรางวัลพาคนขายไปเที่ยวต่างประเทศ ที่สามารถขายยาฟูราดานมากที่สุดในโลก เพราะเราเอามาใส่ผักใส่เห็ด จนฟูราดานหรือดูราแทร์ขาดตลาด ขณะที่ทั่วโลก เขาไม่ให้ใช้เด็ดขาดครับ อย่างไรก็ตาม ดีแล้วล่ะที่คุณสงสัยและกังวลไปหมด การเอาไปหมัก ตัวเชื้อ Pichia นี่แหละครับ ที่จะไปช่วยกำจัดสารพิษ หรือแม้กระทั่งฟูราดานได้ครับ